แหล่งท่องเที่ยว

ลำพูน เป็นจังหวัดที่เก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ เดิมมีชื่อว่า นครหริภุญชัย สร้างเมื่อ พ.ศ. 1200 โดยฤาษีวาสุเทพ ได้เกณฑ์

พวกเมงคบุตรเชื้อสายมอญมาสร้างระหว่างแม่น้ำ 2สายคือแม่น้ำปิง และแม่น้ำกวง เมื่อสร้างเสร็จได้เชิญพระธิดาพระมหากษัตริย์ แห่งกรุงละโว้ พระนามว่า จามเทวี มาครองเมือง มีกษัตริย์ครองเมืองหลายราชวงศ์ จนมาถึงสมัยกรุงธนบุรี เจ้ากาวิละได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้ากรุงธนบุรี ทําการขับไล่พม่าจนสําเร็จได้ไปครองเมือง

เชียงใหม่ และให้เจ้าคําฝน น้องชายครองเมืองลําพูน ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ลําพูนมีฐานะเป็นเมืองขึ้น มีเจ้าผู้ครองนครสืบต่อกันมาจนถึงพลตรีเจ้าจักรคําขจรศักดิ์ เป็นเจ้าผู้ครองนคร และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 จึงได้ยกเลิกตําแหน่งเจ้าผู้ครองนคร

คำขวัญ จังหวัดลำพูน " พระธาตุเด่น พระรอดขลัง ลำไยดัง กระเทียมดี ประเพณีงาม จามเทวี ศรีหริภุญชัย 

  • อนุสาวรีย์เจ้าแม่จามเทวี อ.เมือง

    อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี ตั้งอยู่ตำบลในเมือง บริเวณสวนสาธารณะหนองดอก ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 1 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระนางจามเทวี ซึ่งเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย พระนางเป็นปราชญ์ที่มีคุณธรรม ความสามารถและกล้าหาญ ได้นำพุทธศาสนาศิลปวัฒนธรรมมาเผยแพร่ในดินแดนแถบนี้จนมีความรุ่งเรืองสืบมาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฏราชกุมาร ได้เสด็จมาทรงเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2525
  • อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย อ.เมือง

    ตั้งอยู่เชิงดอยติ บริเวณวัดพระธาตุดอยติ ตำบลป่าสัก อำเภอเมืองลำพูน ห่างจากตัวเมืองลำพูนประมาณ 5 กิโลเมตรตามถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง พระครูบาศรีวิชัยเป็นพระเถรเจ้า นักพัฒนาแห่งล้านนาไทย ผู้พัฒนาทั้งด้านจิตใจและด้านถาวรวัตถุให้แก่ชาวล้านนาไทยไว้อย่างอเนกอนันต์ ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2421-2481 ถิ่นฐานบ้านเดิมของท่านอยู่ที่ ตำบลแม่ตื่น อำเภอลี้ จึงเป็นความภูมิใจอย่างใหญ่หลวงของชาวลำพูน ที่ได้เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา
  • กู่ช้าง-กู่ม้า อ.เมือง

    เป็นโบราณสถาน ตั้งอยู่บริเวณชุมชนวัดไก่แก้ว ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2 กิโลเมตร กู่ช้างเป็นสถูปทรงกระบอกปลายมน เชื่อว่าเป็นสุสานช้างศึกคู่บารมีของพระนางจามเทวี ชื่อ “ภูก่ำงาเขียว” ซึ่งหมายถึงช้างผิวสีคล้ำงาสีเขียวที่ทรงอานุภาพและอิทธิฤทธิ์ในสงคราม ส่วนกู่ม้า เป็นสถูปทรงระฆัง เชื่อว่าเป็นสุสานม้าทรงของพระโอรสพระนางจามเทวี
  • วัดมหาวัน อ.เมือง

    วัดมหาวันวนาราม ตั้งอยู่ใกล้คูเมือง ด้านทิศตะวันตก ถ.จามเทวี ในเขตเมืองลำพูนวัดมหาวันวนารามสร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวีครองหริภุญไชย พระนางจามเทวีนั้นเดิม อยู่ที่อาณาจักรละโว้ เมื่อฤาษีวาสุเทพสร้างหริภุญไชยขึ้น พระนางจามเทวีได้เสด็จมาปกครองเป็น ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญไชย เมื่อพระนางจามเทวีเสด็จมาหริภุญไชยนั้นได้พาไพร่พลที่มีความรู้สาขาต่างๆ พร้อมพระสงฆ์ ประมาณ 500 องค์มาด้วย รวมทั้งอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญอีก 2 องค์ คือ พระแก้วขาว (พระเสตัง คมณี)   และพระศิลาดำ (พระพุทธสิกขิ) เมื่อถึงหริภุญไชย พระนางจามเทวีโปรดให้สร้างวัดมหาวัน เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์และนำพระศิลามาประดิษฐานไว้ด้วย (ส่วนพระแก้วขาวนั้นพระเจ้าเม็งรายแห่งล้านนาได้อัญเชิญไปเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ และประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่น ใน จ.เชียงใหม่ จนถึงปัจจุบัน) ต่อมาหริภุญไชยเกิดสงครามกับขุนลัวะวิลังขะ พระฤาษีจึงใช้พระศิลาดำเป็นต้นแบบสร้าง พระเครื่องแจกจ่ายชาวเมืองเพื่อใช้ออกศึก พระเครื่องส่วนที่เหลือบรรจุไว้ในเจดีย์ที่วัดมหาวัน ต่อมา ในยุคหลัง เมื่อเจดีย์บรรจุพระปรักหักพังลง ชาวบ้านจึงพบพระเครื่องที่เก็บไว้ต่างนำกันไปบูชาและ พบกับอิทธิปาฏิหารย์ต่างๆ พระเครื่องเหล่านี้คือ  พระรอดมหาวันที่โด่งดังนั่นเอง
  • วัดจามเทวี อ.เมือง

    หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดกู่กุด ตั้งอยู่ริมถนนจามเทวี ตำบลในเมือง สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 1298 เป็นฝีมือช่างละโว้ ลักษณะพระเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย แต่ละด้านมีพระพุทธรูปยืนปางประทานพรอยู่เป็นชั้นๆ ภายในเจดีย์บรรจุอัฐิของพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย ตามตำนานเล่าว่าเจ้าอนันตยศและเจ้ามหันตยศ ราชโอรสของพระนางจามเทวีได้สร้างขึ้น เพื่อบรรจุอัฐิของพระนางเมื่อปี พ.ศ. 1298 เดิมมียอดห่อหุ้มด้วยทองคำ ต่อมาจะเป็นสมัยใดไม่ทราบชัด ยอดพระเจดีย์หักหายไปชาวบ้านจึงเรียกว่า กู่กุด หรือมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า พระเจดีย์สุวรรณจังโกฏ

    นอกจากนั้นยังมี รัตนเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางขวาของวิหาร สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 โดยพระยาสรรพสิทธิ์ ฐานล่างสุดเป็นรูป 8 เหลี่ยม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.40 เมตร สูงจรดยอด 11.50 เมตร องค์เจดีย์เป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่ละเหลี่ยมเจาะเป็นซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์
  • วัดพระยืน อ.เมือง

    พระยืน ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านพระยืน หมู่ที่ ๑ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายมีเนื้อที่ประมาณ ๒๙ ไร่ ๒ งาน อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำกวง    ชื่อ “ วัดพระยืน ” เรียกตามปูชนียวัตถุสำคัญที่อยู่ในวัด คือพระยืน ( พระพุทธรูปยืน ) ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับพระยืนนี้ ได้มีการกล่าวไว้ในหนังสือตำนานหลายเล่ม อาทิ ในหนังสือ ตำนานมูลศาสนา ได้กล่าวถึงตอนที่พระญากือนาได้อาราธนานิมนต์พระสุมนเถระจากเมืองสุโขทัย เพื่อมาเชียงใหม่ โดยได้พักที่วัดพระยืน ในเมืองหริภุญชัย ราว พ . ศ . ๑๙๑๒ ซึ่งขณะนั้นได้มีพระยืน ๑ องค์อยู่ก่อนแล้ว แต่บริเวณนั้นเป็นป่า พระญากือนาจึงให้คนไปแผ้วถาง แล้วสร้างพระพุทธรูปยืนเพิ่มอีก ๓ องค์ โดยองค์หนึ่งให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก องค์หนึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ และอีกองค์หนึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้ และสร้างมณฑปครอบพระพุทธรูปยืนทั้ง ๔ องค์นี้ไว้    ต่อมามณฑปที่ได้สร้างไว้นั้นทรุดโทรมและปรักหักพังลง โดยเฉพาะที่ส่วนยอดพังลงมาจนถึงซุ้ม ส่วนพระพุทธรูปที่ประดิษฐานในมณฑปคงเหลือที่สมบูรณ์เพียงด้านทิศตะวันออกองค์เดียวเท่านั้น ดังนั้นในสมัยของ เจ้าหลวงอินทยงยศ จึงได้ให้ หนานปัญญาเมือง ชาวบ้านหนองเส้งซึ่งเป็นช่างประจำคุ้มหลวงเป็นผู้ออกแบบ และควบคุมการก่อสร้างพระเจดีย์ขึ้นมาใหม่ โดยสร้างครอบของเดิมที่ปรักหักพังไป แล้วให้นำเอาอิฐ หิน และดินที่พังลงมานั้น ใส่ถมพระมณฑปองค์เดิมที่มีพระพุทธรูปยืนเหลือเพียงองค์เดียวนั้นจนหมดสิ้น มณฑปองค์ใหม่นี้ทำจากศิลาแลงและอิฐบางส่วน และประดับลวดลายปูนปั้น ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูงกว่าเดิมมาก มีบันไดที่ตกแต่งด้วยเหงาทอดขึ้นสู่มณฑปทั้ง ๔ ด้าน บนมณฑปมีลานทักษิณล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ที่มุมประดับด้วยสถูปิกะ หรือเจดีย์บริวาร ถัดจากฐานมีเรือนธาตุย่อเก็จ และซุ้มจระนำ ๔ ด้าน โดยยึดรูปแบบคล้ายกับองค์เดิมที่สร้างในสมัยของพระญากือนา แต่ละซุ้มประดิษฐานด้วยพระพุทธรูปยืน เหนือขึ้นไปเป็นมาลัยเถาสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ชั้น และมีมุมประดับด้วยสถูปิกะ ส่วนยอดประดับด้วยฉัตร นอกจากนั้นยังมียอดเล็ก ๆ ที่ประดับรอบยอดใหญ่อีก ๔ ยอด อย่างไรก็ตาม กล่าวกันว่ารูปลักษณะของมณฑปวัดพระยืนนี้ คล้ายกับมณฑปสัพพัญญูในเมืองพุกามประเทศพม่า ทั้งนี้คงเนื่องมาจากชาวพม่าเข้ามาอาศัยในล้านนาและได้มีส่วนสร้างหรือสนับสนุนในการบูรณะมณฑปพระยืนแก่หนานปัญญาเมือง
  • วัดพระบาทตากผ้า อ.ป่าซาง

    อยู่ห่างจากป่าซาง ตามถนนป่าซาง-ลี้ประมาณ 6 กิโลเมตร แล้วมีทางแยกซ้ายเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร วัดนี้เป็นปูชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน ตามตำนานการสร้างวัดเล่าว่าพระพุทธองค์เคยเสด็จมาประทับที่นี่ แล้วทรงนำจีวรออกตากกับหน้าผาหินแถวนั้น ซึ่งปัจจุบันก็ยังปรากฏเป็นรอยตารางคล้ายจีวรของพระอยู่จนทุกวันนี้ จากนั้นจึงทรงอธิษฐานเหยียบพระบาท ประดิษฐานรอยไว้บนลานผาลาดซึ่งเป็นที่ตั้งวัดในปัจจุบัน นอกจากนี้บนม่อนดอยเบื้องหลังวัดได้มีการสร้างพระเจดีย์ ซึ่งเป็นศิลปะที่ผสมผสานจากพระธาตุดอยสุเทพและพระธาตุหริภุญชัย โดยมีบันไดนาคเชื่อมระหว่างเจดีย์บนท่อนดอยกับวัดพระธาตุตากผ้าที่เชิงดอย เมื่อถึงวันเดือนแปดเหนือแรม 8 ค่ำ ซึ่งตรงกับวันถวายพระเพลิงพระสรีระของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีการสรงน้ำพระพุทธบาทเป็นประเพณีทุกปีในวันแรม 8 ค่ำเดือน 6
  • วัดพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้

    เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอลี้ เป็นวัดประจำหมู่บ้านชาวเขาพระบาทห้วยต้ม ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลนาทราย ห่างจากตัวอำเภอไปทางใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร แยกจากทางหลวงหมายเลข 106 บริเวณกิโลเมตรที่ 46-47 เข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร บริเวณทางเข้ามีอนุสาวรีย์พระครูบาชัยวงศาตั้งอยู่ วัดพระบาทห้วยต้มมีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีสิ่งก่อสร้างทำจากศิลาแลงที่ขุดได้จากบ่อศิลาแลงด้านหลังของวัด และมีองค์พระธาตุที่ได้รับการตกแต่งอย่างงดงาม บูรณะก่อสร้างจากศรัทธาของบรรดาชาวกะเหรี่ยงที่มีต่อครูบาชัยวงศา พระอาจารย์ชื่อดังทางภาคเหนือ ชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้นอกจากจะทำไร่ทำสวนแล้ว ยังมีอาชีพเป็นช่างฝีมือ ทอผ้า ทำสร้อยคอ และเครื่องเงินเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน
  • อุทยานแห่งชาติแม่ปิง อ.ลี้

    เดิมชื่อว่าอุทยานแห่งชาติแม่หาด-แม่ก้อ ได้ประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 มีพื้นที่ 1,003 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอสามเงา จังหวัดตาก ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ปิงตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยไปตามทางหลวงหมายเลข 106 (สายลำพูน-ลี้) บริเวณกิโลเมตรที่ 47 แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 1087 ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถึงที่ทำการอุทยานฯ
    ภายในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง มีพื้นที่บางส่วนเป็นลำน้ำปิงซึ่งยาวประมาณ 100 กิโลเมตร และสองฝั่งแม่น้ำเป็นเกาะแก่ง หน้าผา หินงอก หินย้อย การเดินทางท่องเที่ยวลำน้ำปิงสามารถเริ่มจากอ่างเก็บน้ำดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่โดยใช้เรือหางยาว แล้วมาต่อแพที่แก่งสร้อย ล่องมาจนถึงเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ในทางกลับกันอาจจะเช่าเรือหรือแพจากเขื่อนภูมิพลล่องขึ้นไปก็ได้
  • น้ำตกแม่กลอง อ.แม่ทา

    อยู่ทางทิศใต้ของสถานีขุนตาล ห่างไปประมาณ 10 กม. โดยลงรถไฟที่สถานีแม่ตาลน้อย แล้วเดินเท้าไปอีกประมาณ 3 กม. มีน้ำไหลตลอดปี
  • พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภุญชัย อ.เมือง

    ตั้งอยู่ถนนอินทยงยศเยื้องกับวัดพระธาตุหริภุญชัย เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2470 โดยพระยาราชนกุลวิบูลย์ภักดีสมุหเทศาภิบาล มณฑลพายัพ ต่อมา

    กรมศิลปากรได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่เสร็จเมื่อ พ.ศ.2517 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารเมื่อพ.ศ.2522 ภายในพิพิธภัณฑ์ได้มีการจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปะสมัยหริภุญชัย ซึ่งมีอายุก่อนพุทธศตวรรษที่ 17-19 และศิลปะล้านนา มีอายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 19-25 เปิดทำการเวลา 09.00-16.00 น. ปิดวันจันทร์ อังคาร และวันนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาทสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร (053) 511186
  • น้ำตกตาดเหมย อ.แม่ทา

    อยู่แยกจากเส้นทางด้านซ้ายมือ ระหว่างทางจาก ย. 2 ไป ย. 3 โดยต้องเดินลงไปในหุบเขาแม่ยอนหวาย ประมาณ 300 เมตร
  • สวนน้ำเดอะซัน อ.บ้านธิ

  • ลำพูนผ้าไหมไทย

    ตั้งอยู่ที่ถนนลำพูน-ดอยติประมาณ 1.5 กิโลเมตรจากตัวเมืองลำพูน ตำบลเวียงยอง เป็นสถานที่จัดแสดงและอนุรักษ์งานฝีมือผ้าไหมยกดอกซึ่งเป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ภายในมีการสาธิตขั้นตอนการผลิตผ้าไหมยกดอก การสาวไหม การย้อมไหมและการทอ ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้เป็นความรู้เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างเวลา 8.00-17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร (053) 537512-3
  • วัดสันป่ายางหลวง

    วิหารพระเขียวโขงเมื่อมองจากด้านหน้าจะมีหลังคา 5 ชั้น มีช่อฟ้า 5 ตัว หมายถึง พระเจ้า 5 พระองค์ ด้านหลังอีก 3 หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา หมายถึงการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเพื่อเดินเข้าสู่พระนิพพาน หน้า 5 รวมหลัง 3 รวมเป็น 8 หมายถึง ต้องปฏิบัติตาม ทางสายกลาง คือ มรรค 8 ได้ธรรมมัชฌิมา ทางสายกลางคือ 9 เป็นโลกุตตรธรรม ตรงกลางหลังคามี เรือหงษ์ และฉัตร หมายถึง โลกุตตรธรรม หรือ นิพพาน ความสงบดับเย็นจากกิเลศตัณหา ด้านล่างมีรูปปั้นผางประทีป เปรียบเหมือนรังกาและกาเผือกนอนในรัง รูปพรหมสี่หน้านั่งอยู่บนหลังกา หมายถึง กำเนิดตำนานผางประทีป  นอกจากจะมีวิหารที่สวยงามแล้ว ยังมีพระพุทธรูปหินหยกขาว ปางปรินิพพานที่สวยงามอีกด้วย
  • พระธาตุอินแขวน

    พระธาตุอินแขวนอันศักดิสิทธิ็นี้ ตามประวัติเชือว่าเป็นการร่วมมือกันสร้างระหว่างท่านพระอินทร์ และท่านฤาษีติสสะค่ะ สืบเนืองมาจากท่านฤาษีติสสะต้องการจะนำมวยผมแห่งพระพุทธเจ้าซึ่งท่านฤาษีได้ซ่อนไว้ในมวยผมของตนเองมาเป็นเวลานาน เมือท่านต้องละสังขารจากโลกนี้ก็ต้องหาที่ประดิษฐานมวยผมอันศักดิสิทธิ์แห่งพระพุทธองค์นะคะ ร้อนถึงท่านองค์อินทร์ก็ต้่องนำก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายศรีษะแห่งท่านฤาษีนำมาแขวนไว้บนหน้าผาอันสูงชัน และนี่ก็เป็นที่มาว่า ทำไมพระธาตุอินแขวนถึงมีคนหลายล้าน หลายแสนคน แวะกันมากราบไหว้ไม่ได้สิ้นสุด เนืองจากหินก้อนนี้ไม่ใช่เล็ก ๆ นะคะ แต่ว่า ยืนหยัดมาได้บนขุนเขาโดยไม่หวั้นไหวต่อแรงโน้มของโลกค่ะ
  • อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

    ถ้าจะพูดถึงสถานที่ที่นักเดินทาง ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น อยากจะไปสัมผัสให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ชื่อของ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หรือ ดอยอินทนนท์ ก็น่าจะอยู่ในลิสต์อันดับต้น ๆ เพราะไม่ว่าจะรักการเที่ยวแบบชิลล์ ๆ หรือลุย ๆ สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งนี้ ก็พร้อมต้อนรับด้วยความงดงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์ของ ป่าใหญ่ดึกดำบรรพ์ (Old growth forest) สภาพอากาศที่หนาวเย็นและชุ่มฉ่ำตลอดทั้งปี ทำให้มีมอส เฟิร์นและพืชอิงอาศัย (epiphyte) ชนิดอื่น ๆ ขึ้นปกคลุมตามลำต้นอย่างหนาแน่น ใครที่เดินทางมาเที่ยวจะต้องประทับใจกับสีสันของใบไม้ป่าผลัดใบ ที่กำลังจะผลัดใบในช่วงปลายปี
  • น้ำตกก้อหลวง อ.ลี้

    น้ำตกก้อหลวง คือ น้ำตกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 22 กิโลเมตรเป็นน้ำตกหินปูน ที่เกิดจากห้วยแม่ก้อไหลผ่านหน้าผาหินปูนสูงประมาณ 20 เมตร ไหลลดหลั่นกันลงมามีทั้งหมด 7 ชั้น และตกลงมายังแอ่งน้ำขนาดใหญ่สีเขียว เบื้องล่างเนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีหินปูนและมีน้ำไหลตลอดปี จึงทำให้บริเวณน้ำตกมีหินงอกหินย้อยมากมาย และมีความสวยงามตามธรรมชาติ บริเวณน้ำตกยังมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่สะอาดไม่มีสิ่งใดรบกวน ทำให้มีปลาชนิดต่างๆ อาศัยอยู่มากมายหากมาในช่วงที่มี แสงอาทิตย์ตกลงมายังน้ำตก จะเห็นเป็นประกายระยิบระยับสวยงามแปลกตา  น้ำตกก้อหลวงเป็นน้ำตกที่มองได้หลายมุมเริ่มตั้งแต่มุมด้านบนบันไดและบริเวณตัวน้ำตกระหว่าง ทางเดินไปน้ำตกก้อหลวงจะผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ร่มรื่น เดินไปประมาณ 300 เมตร ก่อนถึงตัวน้ำตกก้อหลวงจะเป็นที่ตั้งของน้ำตกตาดสะตอ เป็นน้ำตกหินปูนเล็กๆ ซึ่งมีลักษณะสวยงามไม่แพ้กัน   บริเวณหน่วยพิทักษ์น้ำตกก้อหลวงมีแต่ห้องน้ำให้บริการแต่ไม่มีร้านค้า ร้านอาหารใดๆ หากต้องการมาปิกนิคตรงบริเวณน้ำตกต้องเตรีนมอาหารและเครื่องดื่มมาเอง
  • ดอยขะม้อ อ.เมือง

    บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ดอยขะม้อเป็นบ่อน้ำเล็ก ๆ อยู่ในโพรงหิน กว้างประมาณ 3 ม. ลึกมาก มีเชือกโยงและบันไดเหล็กทอดลงไปเพื่อตักน้ำ ภายในบริเวณรั้วล้อมห้ามผู้หญิงเข้า เชื่อกันว่าจะทำให้น้ำแห้งเหือดไป นักท่องเที่ยวเข้ามาชมได้แต่แค่บริเวณปากบ่อน้ำทิพย์เท่านั้นไม่สามารถลงไปตักน้ำได้

         แต่ทางสำนักปฏิบัติธรรมดอยขะม้อมีโครงการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากยอดดอยมาเก็บไว้ในภาชนะที่ปากทางขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้บูชาเพื่อนเป็นสิริมงคล       การขึ้นยอดดอยขะม้อค่อนข้างลำบาก ต้องเดินขึ้นบันไดอย่างช้า ๆ ถึง 1,749 ขั้น ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1-2 ชม. ตลอดทางมีศาลานั่งพักเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ ประมาณ 500 ขั้น 

          นอกจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว บนยอดดอยขะม้อยังมีเจดีย์ขนาดเล็กหนึ่งองค์ และวิหาร มีพระพุทธรูปปูนปั้นหนึ่งองค์และรอยพระพุทธบาทจำลอง สร้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2470 อยู่ในสภาพทรุดโทรม บนยอดดอยมีจุดชมวิวของเทือกเขาผีปันน้ำ และอ่างเก็บน้ำแม่ธิที่สวยงาม 

     
  • อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

    ตามยอดเขาสูงของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เป็นจุดเด่นที่เหมาะสำหรับการเดินศึกษาธรรมชาติ ชมทิวทัศน์ การพักค้างแรม เนื่องจากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ดอยขุนตาลเป็นดอยยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และมีการใช้พื้นที่ตามจุดเหล่านี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ สำหรับการปฏิบัติการทางทหาร มีจุดยุทธศาสตร์อยู่ด้วยกัน 4 จุด ปัจจุบันรู้จักกันในนามของ ย.1 ย.2 ย.3 และ ย.4 ซึ่งย่อมาจากคำว่า จุดยุทธศาสตร์ที่ 1 – 4 นั้นเอง นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ด้วย
  • บ้านดอนหลวง อ.ป่่าซาง

    บ้านดอยหลวง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในด้านงานหัตถกรรมทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นานาชนิด นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนบ้านดอยหลวงแห่งนี้ นอกจากจะได้เที่ยวชมวัดดอนหลวงที่มีสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างล้านนา พม่า และยองแล้ว ยังสามารถไปชมบ้านโบราณของชาวไทยยองที่บรรพบุรุษเป็นชาวยองอพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนามาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ตัวบ้านมีลักษณะเด่นคือ เป็นบ้านไม้ บันไดทางขึ้นมีหลังคาคลุมยาวไปจนถึงตัวเรือน ประตูและหน้าต่างใช้ไม้ขัดแทนกลอน        ใต้ถุนยกสูงไว้ใช้เป็นที่ทอผ้า ชาวบ้านที่นี่จึงมีฝีมือในด้านการทอผ้า ซึ่งสืบทอดกรรมวิธีการทอผ้าแบบโบราณมาจากบรรพบุรุษ สร้างสรรค์เป็นหัตถกรรมหลากหลายเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่แวะเวียนมาท่องเที่ยวภายในหมู่บ้าน
Visitors: 13,046